← บทความทั้งหมด
Theory behind Action · Storytelling

วิธีพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องด้วย Three-part structure

ฝึกทักษะ Storytelling ด้วย Three-Part structure ผ่านสุนทรพจน์ของ Steve Jobs · Theory behind Action

เรียนรู้พื้นฐานของ Storytelling ผ่านเครื่องมือ Three-part structure — คู่มือสำหรับมือใหม่ผ่านเรื่องราวโดย Steve Jobs

สำหรับท่านที่ต้องการสื่อสาร เล่าเรื่อง เเต่ไม่รู้จะเริ่มฝึกอย่างไร

Three-part struture เป็นหนึ่งครื่องมือที่เข้าใจง่ายที่สุด เหมาะสำหรับเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องของคุณ โดยเเบ่งเป็น 3 ส่วน Beginning — Middle — Call to action

บทความนี้ผมจะยกตัวอย่าง การเล่าเรื่องที่ดีที่สุดที่เคยมีมาจาก Steve Jobs ในพิธีจบการศึกษาของมหาวิทยาลัย Standford ปี 2005

ในเนื้อหาส่วนเเรก Connecting to Dots ผมอยากชวนทุกท่านหวนกลับไปฟังเรื่องราวของเขา เเละร่วมเดินทางไปพร้อมกับผม

Steve Jobs’ 2005 Stanford Commencement Address หวนกลับไปฟังเรื่องราวของเขา แล้วร่วมเดินทางไปพร้อมกับผม
ดูใน YouTube ↗

1. Beginning — Hook ! ประโยคเเรกที่กระตุ้นความสนใจให้กับผู้รับสาร

เพื่อที่จะดึงดูดความสนใจ เเละกระตุ้นให้ผู้อ่านอยากที่จะอ่านต่อ สัดส่วนประมาณ 20 % ของเนื้อหา

มักเป็นประโยคเปิดที่กระตุกจิต กระชากความสนใจให้กับผู้อ่าน ตัวอย่างเทคนิค คือ

  • เล่า — เรื่องสั้นที่ดึงดูดความสนใจ
  • เล่า — เรื่องตลก หรือเรื่องแปลก
  • เล่า — เรื่องราวของการค้นพบที่หน้าประหลาดใจ
  • ถาม — คำถามที่ตรงกับความสงสัยของผู้อ่าน
  • ยก — สถิติที่ตรงข้ามกับความเข้าใจของผู้อ่าน หรือสถิติที่หน้าทึ่งที่ไม่ค่อยมีหนทางการเเก้ปัญหา อย่างชัดเจน
  • ยก — ประโยคทอง ของบุคคลในอดีต และเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องราวของคุณ
“I dropped out of Reed College after the first 6 months, but then stayed around as a drop-in for another 18 months or so before I really quit. So why did I drop out?”— Steve Jobs (2005)

ผมได้ดรอปเรียนจาก Reed college อยู่นานถึง 18 เดือน หลังจากเริ่มเรียนไปได้เพียง 6 เดือน ก่อนที่จะลาออกในที่สุด และนี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงตัดสินใจเเบบนั้น

หากวิเคราะห์เเต่เพียงเนื้อความจะไม่ได้รู้สึกว่าประโยคนี้นั้น Hook เราได้ขนาดนั้น

จุดที่ผมจะชี้ให้ทุกท่านเห็นคือ ตัวผู้พูด (ethos) นั้นเป็นหนึ่งกลไกสำคัญที่ทำให้บทความนี้นั้นน่าสนใจ หากผู้พูดไม่ใช่เขา บทความนี้อาจเสียความน่าสนใจไม่น้อยเลย

2. The Middle — ส่วนเนื้อหา ระบุปัญหา หนทางแก้ปัญหา เเละประโยชน์

ตอนกลางของการเล่าเรื่องเป็นส่วนที่กินเนื้อหาประมาณ 60 % โดยเนื้อหามักครอบคลุม Problem — Solution — benefit ตัวอย่างเทคนิค

  • เน้นย้ำ ขยายความให้เห็นถึงปัญหา
  • เชื่อมโยงความเป็นจริง เข้ากับเรื่องเล่า
  • เกริ่นถึงวิธีการเเก้ปัญหา
  • ให้รางวัลแก่ผู้อ่านของคุณ ผ่านสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ หรือการเพิ่มความมั่นใจ

ตัวอย่างประโยคของ Steve Job

Problem“She felt very strongly that I should be adopted by college graduates, my parents promised that I would someday go to college.”

“After six months, I couldn’t see the value in it. I had no idea what I wanted to do with my life and no idea how college was going to help me figure it out.”

Steve Jobs ในช่วงแรกของบทความ Jobs ได้เล่าเรื่องราวของครอบครัวของเขา เพื่อเน้นย้ำเรื่องความสำคัญของการเรียนเรียน มหาวิทยาลัยของเขา เป็นการปูเนื้อเรื่องไปถึงปัญหาที่เขาพบ หากคุณได้ฟัง คุณจะรับรู้ถึงความรู้สึกร่วม

Solution“So I decided to drop out and trust that it would all work out OK. It was pretty scary at the time, but looking back it was one of the best decisions I ever made.”

ในส่วนของ Solution เขากล่าวถึงการตัดสินใจที่จะ ดรอปเรียน เเละเชื่อในสัญชาติญาณของตัวเอง โดยไม่ได้กล่าวถึงผลลัพธ์ ของ Solution ออกมาชัดเจนเป็นการเพิ่มความอยากรู้ของผู้ฟัง

Benefit“If I had never dropped out, I would have never dropped in on this calligraphy class, and personal computers might not have the wonderful typography that they do.”

ส่วนของ Benefit Job ใช้เวลาเล่าเรื่องของผลลัพธ์ของการตัดสินใจครั้งนั้นว่ามันส่งผล เเละประโยชน์ต่อตัวเขาอย่างไร เป็นหนึ่งในการชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของ Solution เเละเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ฟัง

3. Call to Action — ขมวดปม นำไปสู่การเปลี่ยนเเปลง

ส่วนสุดท้ายส่วนสำคัญในการจูงใจ เรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมาจะถูกนำมาสรุป ไปสู่การกระทำ ตัวอย่างวิธีการเขียน

  • สรุปความให้ชัดเจน มุ่งเน้นการกระทำ
  • ใช้คำพูดสร้างเเรงบันดาลใจ
  • ใช้คำที่ทำให้เกิดแรงจูงใจ

ตัวอย่างประโยคทองของ Steve Jobs

“You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backward. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future. You have to trust in something — your gut, destiny, life, karma, whatever. This approach has never let me down, and it has made all the difference in my life.”— Steve job (2005)

💡 คุณไม่สามารถเชื่อมต่อจุดด้วยการมองไปข้างหน้า คุณสามารถเชื่อมต่อมันก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปเท่านั้น เพราะฉะนั้น คุณต้องเชื่อมั่นว่าจุดนั้นจะเชื่อมต่อคุณในอนาคต คุณต้องเชื่อใจในบางสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญ โชคชะตา ชีวิต เวรรรม หรืออะไรก็ได้ วิธีการนี้ไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง และมันทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชียง


Three-part structure ของผมไม่ได้อธิบายความสุดยอดของ speech ครั้งนี้ของ Jobs ได้ทุกเเง่มุม ลองคิดทบทวนหาก ผู้พูดไม่ใช่ Steve Jobs (ethos) หรือเราเองที่เป็นผู้ฟังนั้นไม่ได้ อินหรือมีความรู้สึกร่วมกับเรื่องราวของเขา (Pathos) มันยังจะเป็นบทความที่ดีที่สุดอยู่ไหม เราเหลืออีกหลายเเง่มุมที่สามารถเรียนรู้ได้จากเขา

ผมหวังว่าบทความนี้จะสามารถช่วย เพื่อนร่วมเดินทางของผมทุกคน ที่เริ่มฝึกฝนทักษะเพื่อเป็นตัวเองที่ดีกว่า Three-part structure เป็นเหมือนเครื่องมือ , เลนส์ในการวิเคราะห์เทคนิคการเขียน ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ไว้เจอกันใหม่ ครับ


บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการ Theory behind action ของผม

ยังมีรายการ Rethink ที่จะชวนทุกคนร่วมออกเดินทางเเละได้ทบทวนมุมมองชีวิตของตนเองผ่านเรื่องเล่า เป็นการเปิดมุมมองใหม่ เพื่อเป็นเราที่ดีกว่า

References

  1. Stanford University. (2022, August 24). ‘You’ve got to find what you love,’ Jobs says | Stanford News. Stanford News. news.stanford.edu
  2. Napat, P. (2023, March 17). ข้อคิดในการใช้ชีวิตจาก Steve Jobs ที่ทําให้รู้ว่าเราควรใช้เวลาให้คุ้มค่า. Plaradise. plaradise.com

Jovey | Ultimate from within

← กลับไปหน้าบทความทั้งหมด